มทร.อีสาน ประชุมหารือร่วม ไทยเบฟ ขับเคลื่อนโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก เพื่อประโยชน์สุขของชุมชนและสังคม

วันที่ 23 เมษายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นำโดย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดี มทร.อีสาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระบิล พ้นภัย รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์, รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรมและบริการวิชาการ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิชาต ติรประเสริฐสิน รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัล สารสนเทศและกิจการสภามหาวิทยาลัย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประพันธ์ ยาวระ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น, รองศาสตราจารย์ ดร.สำเนาว์ เสาวกูล รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสุรินทร์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ชเวง สารคล่อง รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสกลนคร เข้าร่วมการประชุมหารือความร่วมมือโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” ร่วมกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดยคณะผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง อาทิ คุณดุสิต เขมะศักดิ์ชัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา, คุณอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ที่ปรึกษาบริษัทและหัวหน้าภาคเขต 8 โครงการด้วยจงรักและภักดี, คุณปรีชา พรหมบุตร คณะกรรมการเขต 8 โครงการฯ, คุณแพทริค หอรัตนชัย ผู้อำนวยการสำนักประสานงานภายนอก, คุณภาวินี ไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการโครงการเพื่อพัฒนาสังคม และ คุณภัทริศร์ ถนอมสิงห์ ผู้จัดการงานบริหารกิจกรรมโครงการ พร้อมผู้ติดตาม เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมคริสตัล 3-4 ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี พาร์ค กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ มทร.อีสาน ได้นำเสนอผลการดำเนินงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุม 50 ตำบล ใน 9 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สกลนคร บึงกาฬ นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น และนครราชสีมา โดยมีการจ้างงานรวม 11,522 อัตรา แบ่งเป็นบัณฑิตจบใหม่ 5,763 อัตรา ประชาชนทั่วไป 2,906 อัตรา และนักศึกษา 2,853 อัตรา ซึ่งสามารถยกระดับรายได้เฉลี่ยของชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอการจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรม จำนวน 68 เรื่อง พร้อมการพัฒนาหลักสูตรทั้งในระบบและหลักสูตรระยะสั้น เพื่อยกระดับศักยภาพคนในพื้นที่ โดยดำเนินงานภายใต้ “RMUTI Model” ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนอย่างเป็นระบบ

สำหรับโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสปีมหามงคล พุทธศักราช 2569–2570 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ การเฉลิมฉลองในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 10 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 48 พรรษา รวมถึงวาระครบรอบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งองค์การ UNESCO ได้ประกาศยกย่องเป็นวาระสำคัญของโลก

โครงการดังกล่าวยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และพระปฐมบรมราชโองการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” เป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นลำดับขั้น จากการอยู่รอด สู่ความพอเพียง และความยั่งยืน พร้อมทั้งขับเคลื่อนผ่านกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาจากท้องถิ่นสู่สากล และนำองค์ความรู้ระดับสากลกลับมาพัฒนาชุมชน (Local to Global & Global to Local) 

ทั้งนี้ โครงการยังเปิดโอกาสให้บัณฑิตที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ผ่านโครงการ “โชว์ภูมิ” เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่จริง ควบคู่กับการเปิดรับองค์ความรู้จากภาควิชาการของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน