อธิการบดี มทร.อีสาน ในฐานะประธาน ทปอ.มทร. ร่วมเวทีระดับชาติ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ “บทบาทของกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา” ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) ได้รับเกียรติร่วมเป็นวิทยากรรับเชิญในการเสวนาวิชาการหัวข้อ “บทบาทของกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศรายได้สูง” ซึ่งจัดโดยสถาบันคลังสมองของชาติ (Knowledge Network Institute of Thailand : KNIT) ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) โดยการเสวนาครั้งนี้รวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศจากหน่วยงานด้านการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย และองค์กรวิชาการ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดตั้งและการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต

ภายในการเสวนา ยังได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการอุดมศึกษา โดยเน้นการยกระดับระบบอุดมศึกษาไทยให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน

ในการนำเสนอครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร ได้สะท้อนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำสู่ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและทักษะมูลค่าสูง (Knowledge-Based & High-Value Economy) พร้อมชี้ว่ามหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ผลิตบัณฑิต ไปสู่การเป็น แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อรองรับการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill และ Upskill) ของกำลังคนทุกช่วงวัย โดยกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาควรทำหน้าที่เป็น กลไกการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ สนับสนุนการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม การขับเคลื่อน Higher Education Sandbox และระบบ National Credit Bank เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนของเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ในฐานะกำลังสำคัญของประเทศ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในสาขาเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ การผลักดันงานวิจัยประยุกต์และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนการใช้ศักยภาพของเครือข่ายราชมงคลทั่วประเทศในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทาง BCG Economy เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมและชุมชนในทุกภูมิภาค พร้อมเสนอให้ทั้ง 9 มทร. บูรณาการความร่วมมือบนแพลตฟอร์มเดียวกัน (9 RMUTs Unified Platform) เพื่อผลักดันโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงได้อย่างเป็นรูปธรรม

การเข้าร่วมเวทีระดับชาติในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศผ่านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและนโยบายด้านการอุดมศึกษาของประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม